QR-Code dieser Seite

Language Change

เลขประจำตัวซอฟท์แวร์เฮาส์ ลำดับที่ ๐๕๓๙
Software House Registration No. 0539 (By Thai Revenue Department)

ERP ซอฟต์แวร์ขจัดปัญหาในองค์กรเพิ่มประสิทธิภาพให้ SMEs

บริษัท พิชญโซลูชั่น ได้รับเชิญจากรายการ SME Smart Service และ Smart SME TV โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาคมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์ไทย มาแบ่งปันความรู้ให้กับ SME ในการนำระบบ ERP เข้ามาใช้ในองค์กร

ที่มา : SME Smart Service

AEC : ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผลกระทบ และการปรับตัวของอุตสาหกรรมไทย

โดย รศ.ชนินทร์ ชุณหพันธรักษ์

นับจากนี้ไปธุรกิจ SMEs ไทยอาจเหลือเวลาอีกไม่มากนัก ในการเตรียมตัวทั้งในเชิงรุกและเชิงรับรองรับการเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC)” ในปี 2558 ซึ่ง AEC  ก็คือ ประเทศอาเซียน 10 ประเทศที่ได้มีการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ในวงกว้างขึ้นจากเดิมที่เน้นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางการค้าภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟตา(AFTA) ด้านเดียว แต่ด้านภาวะการแข่งขัน และกระแสการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆที่รุนแรงขึ้นทำให้ประเทศอาเซียนได้พยายามสร้างความเป็นปึกแผ่นทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคอันจะช่วยเพิ่มบทบาทและอำนาจต่อรองของอาเซียนในเวทีเศรษฐกิจโลกมากขึ้นจึงเป็นที่มาของการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ขึ้นอันจะเอื้อให้ประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศกลายเป็น “ตลาดและฐานการผลิตเดียว” ซึ่งจะทำให้ของเขตการค้าและการลงทุนเปิดกว้างขึ้นจากเดิมอีกหลายเท่า จากขนาดตลาดที่มีประชากรสูงสุดเพียง 5 แสน – 200 ล้านคน ก็จะขยายขึ้นเป็นระดับ 600 ล้านคน จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจและธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ไทยควรที่จะศึกษาและทำความรู้จัก AEC ให้เข้าใจและทราบถึงโอกาสและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อการวางแผนและปรับกลยุทธ์รองรับ และมองหาจุดยืนของธุรกิจไทยก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มตัวในปี 2558

ข้อมูลประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

อาเซียน (ASEAN) หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2510 สมาชิกเริ่มแรกมี 6 ประเทศ คือ บูรไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ภายหลังได้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือเรียกกันว่า CLMV เพื่อสร้างสัมพันธภาพเพื่อสร้างสันติภาพในภูมิภาคอันจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และได้มีการรวมกลุ่มเพื่อขยายความร่วมมือ และการค้าระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น โดยการจัดทำเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) เมื่อมี 2535

สำหรับ AEC นั้น มีจุดเริ่มต้นจากการประชุมสุดยอดอาเซียน(ASEAN Summit) ครั้งที่ 8 ในปี 2545 ที่ประเทศกัมพูชาซึ่งมีมติเห็นชอบให้อาเซียนกำหนดทิศทางการดำเนินงาน เพื่อมุ่งไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN  Economic Community : AEC) ที่มีลักษณะคล้ายกับประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community : EEC) และในปี 2546 ผู้นำอาเซียนได้ออกแบบแถลงการณ์ Bali Concord Ⅱเห็นชอบให้มีการรวมตัวเพื่อสู่การเป็น AEC ภายในปี 2563 พร้อมๆกับการป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันทั้งทางด้านซึ่งเป็นการรวมตัวกันทั้งทางด้านเศรษฐกิจ (AEC) ด้านสังคม วัฒนธรรม (ASEAN Socio Cultural Community : ASCC) และด้านความมั่นคง(ASEAN Security Community : ASC) ซึ่งถือเป็นสามเสาหลักของประชาคมอาเซียน ต่อมาในปี 2550 ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้ลงนามในปฎิญญา เซบู ที่มีเป้าหมายเร่งรัดการเป็น AEC Blueprint หรือกรอบการดำเนินการเพื่อมุ่งสู่การเป็น AEC ให้ได้ตามกำหนดใหม่

เป้าหมายสำคัญของการเป็น AEC

การที่อาเซียนจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจในปี 2558 (ค.ศ.2015) อาเซียนได้จัดทำแผนงานในเชิงบูรณาการในด้านเศรษฐกิจต่างๆหรือพิมพ์เขียวเพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 เรื่อง ดังนี้

  1. การเป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตร่วม ให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี และการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้น
  2. การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจอาเซียน-การสร้างความสามารถในด้านต่างๆเช่น นโยบายการแข่งขัน สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (การเงิน การขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ)
  3. การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค-การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของสมาชิก และลดช่องว่างของระดับการพัฒนาระหว่างสมาชิกเก่าและใหม่ เช่นการสนับสนุนการพัฒนา SMEs
  4. การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก-การรวมกลุ่มเข้ากับประชาคมโลกโดยเน้นการปรับประสานนโยบายเศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศภายนอกภูมิภาค เช่น การจัดทำเขตการค้าเสรี และการสร้างเครือข่ายในด้านการผลิตจำหน่าย เป็นต้น

ผลผูกพันต่อประเทศไทยในการรวมตัวเป็น AEC

การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีผลผูกพันต่อประเทศไทย ดังนี้

  1. การเปิดเสรีการค้า ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน(ASEAN Trade in Good Agreement : ATIGA) มาตรการด้านภาษีอาเซียนมีเป้าหมายที่จะต้องดำเนินการยกเลิกภาษีสินค้าสำหรับกลุ่มภาษีสินค้าสำหรับกลุ่มอาเซียน 6 ภายในปี 2553 (ค.ศ.2015) ซึ่งไทยได้ดำเนินการสิ้นไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2553 ดังนั้น สามารถกล่าวได้ว่าการรวมตัวกันเป็น AEC จึงไม่ทำให้ไทยต้องลดภาษีสินค้าใดๆเพิ่มเติมอีกโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมในปี 2558 มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี(Non-Tariff Barries : NTBs) อาเซียนได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกมีการลดมาตรการการค้าที่มิใช่ภาษี(Non-Tariff  Measures : NTMs) โดยไทยได้ผูกพันการยกเลิกมาตรการ NTMs ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาตรการโควต้า 3 ชุด โดยต้องยกเลิกมาตรการโควต้า ในปี 2551 2552 และ2553 ในขณะนี้ประเทศไทยได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้วเกือบทั้งหมด ยังขาดเพียงแต่ข้าวที่กำลังอยู่ระหว่าง การหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการหาแนวทางและมาตรการป้องกันปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นมีการยกเลิกมาตรการดังกล่าว
  2. การเปิดเสรีการค้าบริการ โดยเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนอาเซียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 70 ภายในปี 2553 ในสาขาบริการสำคัญ (Priority Integration Sector) ได้แก่ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ  สาขาสุขภาพ และสาขาการท่องเที่ยว ภายในปี 2556 ในสาขาโลจิสติกส์ และภายในปี 2558 ในสาขาบริการอื่นๆทุกสาขา ทั้งนี้ สามารถยกเว้นสาขาที่อ่อนไหวได้
  3. การเปิดเสรีการลงทุน ในสาขาอุตสาหกรรมที่ตกลงกันและการให้การปฏิบัติเยี่ยงคนชาติตนเอง
  4. การเปิดเสรีด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย จะเปิดเสรียิ่งขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยสมาชิกมีมาตรการปกป้องที่เพียงพอเพื่อรองรับผลกระทบ
  5. การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรี โดยให้สอดคล้องกับกฏเกณฑ์ของแต่ละประเทศ
  6. การดำเนินการตามความร่วมมือรายสาขาอื่นๆ เช่น ความร่วมมือด้านเหมืองแร่ ความร่วมมือด้าน SMEs การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน(คมนาคม เทคโนโลยี สารสนเทศ พลังงาน) เป็นต้น

ผลกระทบของ AEC และการปรับตัวของอุตสาหกรรมไทย

ผลกระทบเชิงบวก
  1. การลดและยกเลิกมาตรการทางภาษีในปี 2553 เป็นร้อยละ 0 ทั้งหมดยกเว้นรายการสินค้าอ่อนไหว และอ่อนไหวมาก (Sensitive and Highly Sensitive) ของกลุ่มอาเซียน 6 รวมทั้งประเทศไทย และ 2558 สำหรับกลุ่ม CLMV เป็นการอุปสรรคทางการค้าและส่งเสริมให้อาเซียนเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ เป็นการเพิ่มโอกาส ร้อยละ 22.7 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดของไทย (เพิ่มจากร้อยละ 20 ในปี 2552)
  2. ต้นทุนในการผลิตของไทยต่ำลง สามารถนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่ใช้ในการผลิต ได้ในราคาที่ถูกลง
  3. เป็นการสร้างเสริมโอกาสการลงทุนเมื่อประเทศอาเซียนมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้เสรีมากขึ้น
  4. เพิ่มพูนขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย เมื่อมีการใช้ทรัพยากรการผลิตร่วมกัน/เป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกับอาเซียนอื่นๆ
  5. เพิ่มอำนาจการต่อรองของไทยในเวทีการค้าโลก
ผลกระทบเชิงลบ
  1. สินค้าของประเทศอาเซียนอื่นเข้าสู่ตลาดไทยได้โดยไม่มีภาระภาษี ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องแข่งขันมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาไทยกลับมีมูลค่าการส่งออกไปยังอาเซียนสูงกว่าการนำเข้าจากอาเซียน
  2. ในด้านการลงทุน หากประเทศไทยไม่มีการพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน (Infrastructure) ประสิทธิภาพการผลิตของแรงงาน (Labor productivity) และไม่มีการปรับปรุงกฎระเบียบกฎหมายให้มีความทันสมัยไม่เป็นอุปสรรคต่อนักการลงทุน อาจทำให้มีการโยกย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศอื่นๆใน ASEAN ที่เหมาะสมกว่า
  3. การเคลื่อนย้ายแรงงานได้อย่างเสรี อาจทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของแรงงานมีฝีมือของไทยไปประเทศที่ให้ค่าตอบแทน สูงกว่า เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และบูรไน และต้องจ้างแรงงานต่างด้าวจากประเทศแรงงานถูกกว่าเข้ามา อาจก่อปัญหาด้านสังคม และเนื่องจากทิศทางนโยบายของไทยคือ การเป็น “รัฐสวัสดิการ” ทำให้งบประมาณของรัฐส่วนหนึ่งจะไปเป็นสวัสดิการของแรงงานต่างด้าว
  4. ตลาดสินค้าในประเทศ (Domestic Market) หากตลาดภายในของไทยยังไม่มีกลไกในการป้องกันไม่ให้สินค้าคุณภาพต่ำกว่าที่ผลิตได้ในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นเข้ามาขายในประเทศมากขึ้น ก็จะทำให้นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพสูงขึ้นอาจเกิดปัญหาอุปสรรคได้ เนื่องจากไม่มีตลาดภายในประเทศรองรับ รวมทั้งอาจส่งผลทางจิตวิทยาแก่ผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตได้

ภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องมีการปรับตัว ดังนี้

  1. การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ทั้งในด้านแรงงาน เทคโนโลยี รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถ ในการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก เพื่อที่จะสามารถแข่งขันกันได้
  2. การเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและระบบโลจิสติกส์เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ
  3. หาตลาดส่งออก ปรับปรุงการผลิตให้สามารถปฏิบัติตามกฏถิ่นกำเนิดสินค้าของอาเซียนได้ รวมถึง  การบริหารจัดการ การจัดหาวัตถุดิบราคาถูกและมีคุณภาพดีในภูมิภาค
  4. การปรับปรุงโครงสร้างภาษีของไทยทั้งระบบเพื่อให้เอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการไทย
  5. ส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายการผลิต (Production Network) เพื่อให้สามารถสร้าง Economy of Scale เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก
  6. ปรับปรุงแก้ไขกฏระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการผลิตการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม
  7. มีกลไกที่ก่อให้เกิดความเสมอภาคในการเข้าสู่ตลาดภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
Share
1 - Pichaya Solution Logo 

© Copyright by Pichaya Solution Co., Ltd.
Tel. 02-286-7862, 092-269-4470 (Sale), 086-328-1081 (Support)
E-mail: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.